โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์

ใช้เวลาว่างสร้างเสริมประสบการณ์สืบสานวัฒนธรรมไทย

เทคนิค ดนตรีไทย ตอนที่ 6

ตับ

หมายถึง เพลงหลาย ๆ เพลงนำมาร้องและบรรเลงติดต่อกันไปซึ่งแยกออกได้เป็น 2 ชนิดคือ
๑. ตับเรื่อง เพลงที่นำมารวมร้องและบรรเลงติดต่อกันนั้น มีบทร้องที่เป็นเรื่องเดียวกัน และดำเนินไปโดยลำดับ ฟังได้ติดต่อกันเป็นเรื่องราว ส่วนทำนองเพลงจะเป็นคนละอัตรา คนละประเภท หรือลักลั่นกันอย่างไรไม่ถือเป็นสำคัญ เช่น ตับนางลอย ตับนาคบาศ เป็นต้น
๒. ตับเพลงเพลงที่นำมารวมร้องและบรรเลงติดต่อกันนั้น เป็นทำนองเพลงที่อยู่ในอัตราเดียวกัน (2 ชั้น หรือ 3 ชั้น) มีสำนวนทำนองสอดคล้องติดต่อกันสนิทสนม ส่วนบทร้องจะมีเนื้อเรื่องอย่างไร เรื่องเดียวกันหรือไม่ ไม่ถือเป็นสำคัญ เช่น ตับลมพัดชายเขา ตับเพลงยาว เป็นต้น ตับเพลง นี้บางทีก็เรียกว่า “เรื่อง” เฉพาะจำพวกเรื่องมโหรี

ตัว

เป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำว่าท่อนของเพลงบางประเภท เพลงที่เรียก “ตัว” แทนคำว่า “ท่อน” ก็ได้แก่เพลงจำพวกตระและเชิดต่าง ๆ นอกจากเชิดนอก

ถอน

คือ การบรรเลงตอนหัวต่อระหว่างที่หักจังหวะลงเท่าตัวหนึ่ง หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น แล้วลดพยางค์ของการดำเนินทำนองลงครึ่งหนึ่ง เช่น ก่อนที่จะถอนนั้นดำเนินทำนอง “เก็บ” (ดูคำว่าเก็บ) ได้จังหวะละ 8 พยางค์ เมื่อเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นไปแล้ว ก็ลดการดำเนินทำนองเก็บนั้นลงให้เหลือจังหวะละ 4 พยางค์ หัวต่อระหว่างที่ใช้ 8 พยางค์ กับ 4 พยางค์ นี้แหละเรียกว่า ถอน

เถา

คือ เพลงเพลงเดียวกัน แต่มีอัตราลดหลั่นกันลงไปตามลำดับไม่น้อยกว่า 3 ขั้น นำมาร้องหรือบรรเลงติดต่อกัน
อธิบาย : หลักของการที่จะเรียกได้ว่าเป็นเถา เพลงที่มีอัตราลดหลั่นกันลงไปตามลำดับทุก ๆ ชั้นนั้นจะต้องเป็นเพลงเดียวกัน และลดหลั่นกันลงไปไม่ต่ำกว่า 3 ขั้น ทั้งจะต้องร้องหรือบรรเลงติดต่อกันโดยไม่ขาดระยะหรือมีเพลงอื่นมาแทรกแซงเช่น บรรเลงเพลงราตรีประดับดาว 3 ชั้น 2 ชั้น และชั้นเดียวติดเป็นพืดกันไป ก็เรียกว่าเพลงราตรีประดับดาวเถา เทียบได้กับการวางภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่งเช่น ชามเบญจรงค์ชนิดเดียวกัน ซึ่งมีขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซ้อนกันไว้ตามลำดับ เราก็เรียกชามนั้นว่า เถา หรือ 3 ใบเถา
การเรียงเพลงเป็นเถานี้ ใช่ว่าจะมีแต่ใหญ่ไปหาเล็ก คือ 3 ชั้น 2 ชั้น แล้วจึงชั้นเดียว วิธีที่กลับกันคือ ชั้นเดียว 2 ชั้น แล้วจึง 3 ชั้น ก็เคยมีใช้กันบ้าง แต่เป็นกรณีพิเศษ เช่น เดี่ยวระนาดเอกเพลงพญาโศก เป็นต้น และการบรรเลงเพลงเถานั้น อาจลดหลั่นกันกว่า 3 ขั้นก็ได้ แต่ยังไม่มีผู้กระทำกันหากจะมีขึ้นก็ถือว่าไม่ผิด

ทวน

ก. เป็นชื่อเรียกส่วนหนึ่งของคันซอ ซึ่งแยกออกเป็นทวนบนและทวนล่าง ถ้าเป็นซออู้ หรือซอสามสาย ตั้งแต่ใต้ลูกบิดขึ้นไปจนปลายคัน เรียกว่า ทวนบน แต่ซอด้วงซึ่งคันซอตอนนี้ขึ้นไปจนสุดยอดเป็น 4 เหลี่ยม จึงเรียกว่า โขน ไม่เรียกว่าทวน เพราะมีรูปร่างคล้ายโขนท้ายเรือ และคันตอนล่างทั้งซออู้ ซอสามสาย และซอด้วง นับตั้งแต่เหนือกะโหลก (ถ้าซอดวงก็เหนือกระบอก) ซึ่งมักทำเป็นรูปบัวคว่ำและลวดลายต่าง ๆ ขึ้นไปจนถึงส่วนกลางของคัน เรียกว่า ทวนล่าง
ข. เป็นชื่อส่วนประกอบเสริมต่อของปี่ใน หรือปี่อื่น ๆ ที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ส่วนที่ เสริมต่อตอนบนสำหรับเสียบลิ้นปี่ซึ่งมักทำด้วยงา หรือไม้เนื้อแข็ง หรือวัตถุอื่น เรียกว่า ทวนบน ส่วนที่เสริมต่อตอนปลายล่าง เพื่อให้เสียงต่ำลง ซึ่งมักทำด้วยครั่งหรือขี้ผึ้ง หรือวัตถุอื่นเรียกว่า ทวนล่าง
ค. หมายถึง การร้องหรือบรรเลงซ้ำอีกครั้งหนึ่ง อาจซ้ำเพราะตอน หรือทั้งท่อน หรือตลอดทั้งเพลง เรียกว่า ทวนได้ทั้งสิ้น การร้องหรือบรรเลงซ้ำนี้ บางทีก็เรียกว่า “กลับ” (หรือกลับต้น) และบางทีก็เรียกว่า “ย้อน” (หรือย้อนต้น)
อธิบาย : โดยเฉพาะในข้อ ค. คำว่าทวนก็ดี กลับก็ดี ถ้าแปลความหมายให้ตรงกับถ้อยคำแล้วย่อมหมายถึงการถอยหลังขึ้นไปหาต้นทั้งนั้น เช่น บรรเลงเที่ยวแรกเป็น 1-2-3-4- เมื่อให้ทวนหรือกลับหรือย้อนก็ต้องเป็น 4-3-2-1 เหมือนกับคำว่า ทวนน้ำ, กลังหลัง, ย้อนทาง แต่นี่เป็นศัพท์สังคีต เป็นถ้อยคำความหมายเฉพาะวิชา จึงจะนำความหมายสามัญมาใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการร้องหรือบรรเลงที่เรียกว่า ทวน หรือกลับหรือย้อน ต้องหมายความว่า ร้องหรือบรรเลงซ้ำเช่นเดิมอีกเที่ยวหนึ่ง เที่ยวแรกเป็น 1-2-3-4 ทวน (หรือ กลับ หรือ ย้อน) อีกเที่ยวก็ต้องเป็น 1-2-3-4 เหมือนกัน แต่อาจเปลี่ยนทำนองพลิกแพลงให้ไพเราะผิดแปลกไปจากเที่ยวแรกก็ได้ เช่น การร้องเพลงร่ายประกอบการแสดงละคอน ถ้าเขาบอกว่าทวน ก็หมายความว่าต้องร้องซ้ำ 2 ครั้ง ทุก ๆ คำกลอน (หรือเฉพาะคำใดคำหนึ่ง แล้วแต่ความประสงค์)

© 2008 โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ 358 ถ.พระราม5 แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กทม. 10300 โทร. 0-2243-8613-5 , 081-809-8472e-mail : phattayakulschool@hotmail.com Valid XHTML 1.1 Valid CSS! Level Triple-A conformance icon, 
          W3C-WAI Web Content Accessibility Guidelines 1.0