โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์

ใช้เวลาว่างสร้างเสริมประสบการณ์สืบสานวัฒนธรรมไทย

เทคนิคดนตรีไทย ตอนที่ 5

ช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงของวันสงกรานต์ครับ หลายคนอาจจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว หรือบางคนก็ไม่ได้ไปไหนไกลอยู่กับบ้าน อะ หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการไล่สาดน้ำชาวบ้านกันมาแล้ว วันนี้เรามาดูเทคนิคตอนที่ 5 กันดีกว่า ครับ วันนี้มี 5 เรื่องด้วยกันครับ

จังหวะ

หมายถึง การแบ่งส่วนย่อยของทำนองเพลง ซึ่งดำเนินไปด้วยเวลาอันสม่ำเสมอ ทุก ๆ ระยะของส่วนที่แบ่งนี้คือจังหวะ จังหวะที่ใช้ในการดนตรีไทย แยกออกได้เป็น 3 อย่าง คือ
๑. จังหวะสามัญ เทคนิคดนตรีไทยหมายถึง จังหวะทั่วไปที่จะต้องยึดถือเป็นหลักสำคัญ ของการขับร้องและ บรรเลง แม้จะไม่มีสิ่งใดเป็นเครื่องให้สัญญาณจังหวะ ก็ต้องมีความรู้สึกอยู่ในใจตลอดเวลา จังหวะสามัญนี้อาจแบ่งซอยลงไปได้เป็นขั้น ๆ แต่ละขั้นจะใช้เวลาสั้นลงครึ่งหนึ่งเสมอไป (ยกเว้นเพลงพิเศษที่เป็นอัตราผสม เช่นเพลงจังหวะ 6/8 หรือ 9/8 เป็นต้น) และเมื่อจังหวะสั้นลงครึ่งหนึ่งจำนวนจังหวะก็มากขึ้นอีกเท่าตัว

อุทาหรณ์ : เพลงหนึ่งมี 8 จังหวะ กินเวลาบรรเลง 128 วินาที จึงเป็นจังหวะละ 16 วินาที จะซอยส่วนจังหวะลงได้ดังนี้
จังหวะละ 16 วินาที เป็นเพลง 8 จังหวะ
ถ้าจังหวะละ 8 วินาที ก็เป็นเพลง 16 จังหวะ
ถ้าจังหวะละ 4 วินาที ก็เป็นเพลง 32 จังหวะ
ถ้าจังหวะละ 2 วินาที ก็เป็นเพลง 64 จังหวะ
ถ้าจังหวะละ 1 วินาที ก็เป็นเพลง 128 จังหวะ

ผู้ขับร้องและผู้บรรเลงดนตรีจะยึดถือเอาจังหวะขนาดไหนเป็นสำคัญ ก็แล้วแต่ความเหมาะสมของลักษณะเพลงนั้น ๆ

๒. จังหวะฉิ่ง เป็นการแบ่งจังหวะด้วยเสียงที่ตีฉิ่ง เพื่อให้รู้จังหวะเบาและจังหวะหนัก โดย ปรกติฉิ่งจะตีสลับกันเป็น “ฉิ่ง” ทีหนึ่ง “ฉับ” ทีหนึ่ง ฉิ่งเป็นจังหวะเบาและฉับเป็นจังหวะหนัก ส่วนจะใช้จังหวะถี่หรือห่างอย่างไร ก็แล้วแต่ลักษณะของเพลง

เพลงพิเศษบางเพลงอาจตีแต่เสียงที่ดังฉิ่งล้วน ๆ หรือฉับล้วน ๆ ก็ได้ เพลงสำเนียงจีนหรือญวนมักตีเป็น “ฉิ่งฉิ่งฉับ” แต่นี่เป็นการแทรกเสียงฉิ่งพยางค์ที่ 2 เข้ามาอีกพยางค์หนึ่งเท่านั้นมิได้เป็นจังหวะพิเศษอย่างใด ส่วนเพลงจังหวะพิเศษ เช่น เพลงจำพวกโอ้โลม ชมตลาด และญาณี การตีฉิ่งมีจังหวะกระชั้นในตอนท้ายประโยค เพราะเป็นเพลงประเภทประโยคละ 7 จังหวะ ถ้าเทียบกับโน้ตสากลก็เป็นจังหวะ 7/4 ห้องหนึ่งมีจังหวะ 4/4 กับ 3/4 รวมกัน จังหวะหนัก (ฉับ) จะตกที่จังหวะที่ 1 กับที่ 5 ตลอดไป หรือจะเขียนเป็น 4/4 ห้องหนึ่ง ? ห้องหนึ่งสลับกันไปก็ได้ ถ้าเขียนดังนี้ จังหวะหนัก (ฉับ) ก็จะตกที่จังหวะ 1 (หน้าห้อง) ทุก ๆ ห้องและจังหวะเบา (ฉิ่ง) ก็จะตกจังหวะที่ 3 ทุกห้อง

๓. จังหวะหน้าทับ เทคนิคดนตรีไทยคือ การถือหน้าทับ (ดูคำว่าหน้าทับ) เป็นเกณฑ์นับจังหวะ หมายความว่า เมื่อหน้าทับตีจบไปเที่ยวหนึ่งก็นับเป็น 1 จังหวะ ตีจบไป 2 เที่ยวก็เป็น 2 จังหวะ แต่หน้าทับที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดจังหวะนี้ โดยปรกติใช้แต่หน้าทับที่เป็นประเภทของเพลงนั้น ๆ เช่น ปรบไก่ (ดูคำว่าปรบไก่) หรือสองไม้ (ดูคำว่าสองไม้) กับอัตราชั้นของเพลง เช่น 3 ชั้น 2 ชั้น และชั้นเดียว ส่วนเพลงที่มีหน้าทับพิเศษซึ่งมีความยาวมา ก็มิได้ถือเอาหน้าทับประจำเพลงเช่นนั้นมาเป็นเกณฑ์กำหนดจังหวะ เช่น เพลงตระนิมิต (2 ชั้น) ซึ่งมีหน้าทับตะโพนประจำเพลงอยู่ เวลาบรรเลงตะโพนก็จะตีหน้าทับตระ ซึ่งมีความยาวเท่ากันกับทำนองเพลง หน้าทับกับทำนองเพลงก็จะจบลงพร้อมกัน แล้วจะถือว่าเพลงตระนิมิตมีจังหวะเดียวหาได้ไม่ หากจะตรวจให้ทราบว่าเพลงตระนิมิตมีกี่จังหวะก็จะต้องใช้หน้าทับปรบไก่ 2 ชั้น เป็นเกณฑ์ตรวจสอบ เพราะเพลงตระนิมิตเป็นเพลงประเภทหน้าทับปรบไก่ เมื่อนำหน้าทับปรบไก่มาตีเข้ากับทำนองเพลงตระนิมิตก็ตะตีหน้าทับได้ 8 เที่ยว จึงเป็นอันรู้ได้ว่าเพลงตระนิมิตมี 8 จังหวะ การที่นักดนตรีพูดกันว่าเพลงนี้เท่านั้นจังหวะ เพลงนั้นเท่านั้น ก็หมายถึง การนับจังหวะหน้าทับดังกล่าวมานี้

จับ

เป็นคำเรียกแทนคำว่าท่อนของเพลงเชิดนอก (ดูคำว่าท่อนและตัว)

เทคนิคดนตรีไทย อธิบาย : โดยปรกติเพลงเชิด เช่น เชิดใน เชิดฉิ่ง เชิดฉาน หรือเชิดจีน เรียกการแบ่งส่วนเป็นท่อนหนึ่ง ๆ ว่า “ตัว” ทั้งนั้น เพลงเชิดนอกเพลงเดียวเท่านั้น ที่เรียกการแบ่งส่วนท่อนหนึ่งว่า “จับ” ที่เป็นดังนี้ก็เนื่องมาจากการบรรเลงประกอบการแสดงหนังใหญ่ในสมัยโบราณ ในตอนที่แสดงเบิกโรงด้วยชุดจับลิงหัวค่ำ ซึ่งมีลิงขาวกับลิงดำรบกัน การแสดงหนังใหญ่ตอนนี้ ปี่จะต้องเป่าเดี่ยวเพลงเชิดนอก และเมื่อผู้เชิดหนังนำหนังที่มีภาพต่อสู้กันด้วยท่าต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า “หนังจับ” ออกมาปี่ก็จะต้องเป่าให้เป็นเสียง “จับให้ติดตีให้ตาย” หรือ “ฉวยตัวให้ติดตีให้แทนตาย” หรืออื่น ๆ ทำนองนี้ เรียกกันว่า เป่าจับและประเพณีการแสดงหนังใหญ่ในตอนนี้ จะต้องนำหนังจับออกมา 3 ครั้ง (ครั้งหนึ่ง ๆ มีท่าต่าง ๆ กัน) ปี่ก็ต้องเป่าจับ 3 หน และถือกันเป็นแบบแผนมาว่า เพลงเชิดนอกที่บริบูรณ์จะต้องมี 3 จับ และคำเรียนท่อนหรือตัวของเพลงเชิดนอก จึงเรียนว่า “จับ” สืบมาจนปัจจุบันนี้

ชั้นเดียว

เทคนิคดนตรีไทยเป็นคำกำหนดอัตราของหน้าทับและเพลง ซึ่งมีประโยคและจังหวะหน้าทับสั้น ๆ และมักจะดำเนินจังหวะเร็ว ถ้าจะเทียบกับการบันทึกโน้ตสากล ในจังหวะหน้าทับหนึ่ง ๆ หากเป็นเพลงประเภทสองไม้ก็จะมีความยาวเท่ากับ 1 ห้องของจังหวะ 2/4 ถ้าเป็นเพลงประเภทปรบไก่ ก็จะมีความยาวเท่ากับ 2 ห้องของจังหวะ 2/4 เพลงไทยรุ่นแรกคงจะเป็นอัตราชั้นเดียวทั้งสิ้น

อุทาหรณ์ : เพลงชั้นเดียวประเภทสองไม้ เช่น เพลงที่เรียกว่า “เพลงเร็ว” ซึ่งปี่พาทย์บรรเลงประกอบโขนละคอน เพลงเร็วนั้นทั้งทำนองที่ฆ้องระนาดบรรเลง และหน้าทับที่ตะโพนตีเป็นอัตราชั้นเดียวประเภทสองไม้ทั้งสิ้น ส่วนเพลงชั้นเดียวประเภทปรบไก่ มีตัวอย่างเช่น เพลงเขมรละออองค์ชั้นเดียว เพลงหงส์ทองชั้นเดียว เป็นต้น

เดี่ยว

เป็นวิธีบรรเลงอย่างหนึ่งที่ใช้เครื่องดนตรีจำพวกดำเนินทำนอง เช่น ระนาด ฆ้อง จะเข้ ซอ บรรเลงแต่อย่างเดียว การบรรเลงเครื่องดำเนินทำนองเพียงคนเดียวที่เรียกว่า “เดี่ยว” นี้อาจมีเครื่องประกอบจังหวะ เช่น ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง โทน รำมะนาสองหน้าหรือกลองแขก บรรเลงไปด้วยก็ได้ การบรรเลงเดี่ยวอาจบรรเลงตลอดทั้งเพลงหรือแทรกอยู่ในเพลงใดเพลงหนึ่งเป็นบางตอนก็ได้

อธิบาย : การบรรเลงเดี่ยวมีความประสงค์อยู่ 3 ประการ คือ

๑. เพื่ออวดทาง คือ วิธีดำเนินทำนองของเครื่องนดตรีชนิดนั้น

๒. เพื่ออวดความแม่นยำ

๓. เพื่ออวดฝีมือ

เพราะฉะนั้น การบรรเลงที่จะเรียกได้ว่าเดี่ยว จึงมิใช่จะหมายความแคบ ๆ เพียงบรรเลงคนเดียวเท่านั้นที่จะเรียกว่าเดี่ยวได้โดยแท้จริงนั้น ทาง (การดำเนินทำนอง) ก็ควรจะให้เหมาะสมกับที่จะบรรเลงเดี่ยว เช่น มีโอดพัน หรือวิธีการโลดโผนพลิกแพลงต่าง ๆ ตามสมควรแก่เครื่องดนตรีชนิดนั้นด้วยเพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ทั้ง 3 ประการที่กล่าวมาเทคนิคดนตรีไทย

ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันางกรานต์ปีนี้นะครับ สวัสดีปีใหม่ไทยจ้า

© 2008 โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ 358 ถ.พระราม5 แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กทม. 10300 โทร. 0-2243-8613-5 , 081-809-8472e-mail : phattayakulschool@hotmail.com Valid XHTML 1.1 Valid CSS! Level Triple-A conformance icon, 
          W3C-WAI Web Content Accessibility Guidelines 1.0