โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์

ใช้เวลาว่างสร้างเสริมประสบการณ์สืบสานวัฒนธรรมไทย

ขิมเครื่องดนตรีไทยเชื้อสายจีน

เครื่องดนตรีจีนชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายพระจันทร์ ครึ่งซีก ใช้ตี

ขิมครับ นั่นคือคำอธิบายความหมายของคำว่าขิมที่บัญญัติไว้ใน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ตอกย้ำให้เรารู้ทั่วกันว่า ขิมที่เราตีทุกวันนี้มีเชื้อสายมาจาก ประเทศเพื่อนบ้านของเรา และขิมนั้นอยู่คู่กับวงดนตรีไทยเดิมมาตั้งแต่ผมเองยังไม่เกิดด้วยซ้ำ (นานมากแล้วนะเนี่ย) จริงๆแล้วในสมัยโบราณนั้น คนจีนใช้ขิมได้คุ้มค่ามาก เพราะในสมัยนั้นขิมคือเครื่องดนตรี 3 in 1 สามารถใช้ทั้งตี ทั้งดีด แถมยังใช้สีอีกด้วย ครั้งหนึ่งมีเจ้าเมืองเมืองหนึ่ง ชื่อ "จีเซี่ยงสี" ปกครองเมืองอยู่ได้ 2 ปี ก็เกิดภัยพิบัติิเป็นพายุใหญ่ ทำให้ไม้ดอกไม้ผลโรยร่วงหล่นไปสิ้น จูเซียงสี จึงปรึกษากับขุนนางตั้งหลายคนว่าจะทำประการใด ดี ก็มิอาจหาข้อสรุปได้เสียที หลายวันผ่านไปเหมือนเสียงจากสรวงสวรรค์กระทบกระดูกหูชั้นในของจีเซียงสี เสียงนั้นก็คือเสียงคำแนะนำจากท่านขุนนางท่านหนึ่งผู้มีความคิดปราดเปรียว หลักแหลมเขาได้เอ่ยขึ้นมาว่า ข้อน้อยจำได้ว่า ครั่งหนึ่งนั้น พระเจ้าฮอกฮีสี ฮ่องเต้ ได้สร้างเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งเรียกว่าขิม มีสาย ห้าสาย ถ้าหากว่าแผ่นดินมีทุกข์สิ่งใดเกิดขึ้น ก็ให้นำขิมที่สร้าง ขึ้นนั้นมาดีดขึ้น เนื่องจากว่าเสียงขิมนั้นเป็นชัยมงคล จูเซียงสี ได้ยินเช่นนั้น จึงไม่รอช้า รับสั่งให้ช่างทำขิมห้าสายแจกให้ราษฏรทุกครัวเรือน เมื่อใดที่เกิดทุกข์เข็ญให้ดีดขิมขึ้น คนจีนสมัยนั้นจึงเล่นขิมกันถ้วนหน้า เสียงที่ออกมามีความไพเราะเพราะพริ้ง เป็นเหตุทำให้ลมสงบนิ่ง ต้นไม้ทั้งหลาย ก็ติดดอกออกผลบริบูรณ์ทั่วถึงกัน และเมืองที่จีเซียงสีปกครองอยู่ก็อยู่เย็นเป็นสุข.. นี่แหละครับอิทธิพลของเสียงขิม ไพเราะจนต้นไม้ออกดอกผลิผล

ชาวจีนถือว่าขิม เป็นเครื่องสีที่ให้เสียงประสานกันอย่างบริสุทธิ์ ถ้านำมาบรรเลงควบกับพิณอีกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า "เซะ" หรือ "เซ็ก" ซึ่งมีมากสาย ก็จะเข้าขากันดั่งคริสเตียโน่โรนัลโดและเวนรูนี่ลงสนามพร้อมกันยังไงยังงั้น ผิด!! จริงๆแล้วเมื่อ ทั้ง 2 เครือ่งดนตรีในตำนานอย่าง ขิมและพิณเซะเล่นคู่กัน ถือได้ว่าเป็น สัญลักษณ์ แสดงถึงความสามัคคี ประสานกันเป็นอย่างดี ดังที่ท่านบรมจารย์ขงจื้อได้เคยกล่าวไว้ ในปรัชญาของท่านบทหนึ่ง ความว่า "ผู้ซึ่งมีสามัคคีรสเป็นสุขสบายอยู่กับภรรยาและลูก ก็เปรียบเสมือนดนตรีขิม และพิณเซะฉะนั้น"...

เมื่อขิมเดินทางเข้าสู่สยามประเทศ

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ขิมได้โลดแล่นบนแผ่นดินไทยในฐานะเครื่องดนตรีในวงเครื่องสายจีน ที่ใช้ในการแสดงในงานรื่นเริง หรืองานเทศกาลต่างๆ อีกทั้งยังเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงงิ้วอีกด้วย เวลาผ่านไป ในสมัยรัชากาลที่ 6 นักดนตรีไทยเล็งเห็นถึงความไพเราะ ของขิมจีน จึงนำมาประยุกต์ดัดแปลงบางอย่างให้เข้ากับวงดนตรีไทย โดย ปลี่ยนสายลวดทองเหลืองให้มีขนาดโตขึ้น เทียบเสียงเรียงลำดับ ไปตลอดจน ถึงสายต่ำสุด เสียงคู่แปดมือซ้ายกับมือขวามีระดับเกือบตรงกัน เปลี่ยนไม้ตีให้ใหญ่และก้านแข็งขิ้น หย่องที่หนุนสาย มีความหนา กว่าของเดิมเพื่อให้เกิดความ สมดุล และมีความประสงค์ให้เสียงดังมากขึ้น และไม่ให้เสียงที่ออกมาแกร่งกร้าวเกินไป ให้ทาบสักหลาดหรือหนัง ตรงปลายไม้ตี ส่วนที่กระทบกับสาย ทำให้เสียงเกิดความนุ่มนวล ละมุน ละมัย จนได้ขิมรุ่นใหม่ ฝีมือไทยทำ ที่ได้รับความนิยมมากระทั่งปัจจุบัน

เพลงที่นิยมบรรเลงด้วยขิมกันมากคือ เพลงขิมเล็ก และเพลงขิมใหญ่ เพลงสำเนียงจีน(แต่ไทยทำ) ที่ถือกำเนิดขึ้นมาช่วงราวปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 4 โดยพระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก) โดยท่านได้จำทำนองการตีขิมของคนจีนในสมัยนั้น แล้วมาแต่งเป็นเพลงในอัตรา 2 ชั้นได้ 2 เพลง ตั้งชื่อว่า เพลงขิมเล็ก และ เพลงขิมใหญ่ โดยที่ภายหลังเพลงขิมเล็ก พระประดิษฐ์ไพเราะได้แต่งขยายเป็นอัตรา 3 ชั้น ส่วนเพลงขิมใหญ่ ครูช้อย สุนทรวาทิน ได้แต่งขึ้นเป็น อัตรา 3 ชั้น เช่นกัน และทั้ง 2 เพลงนี้ ครูมนตรี ตราโมทได้แต่งตัดลงเป็นอัตราชั้นเดียว จนครบเป็นเพลงเถา เมื่อประมาณปี พุทธศักราช 2478 และได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้

© 2008 โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ 358 ถ.พระราม5 แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กทม. 10300 โทร. 0-2243-8613-5 , 081-809-8472e-mail : phattayakulschool@hotmail.com Valid XHTML 1.1 Valid CSS! Level Triple-A conformance icon, 
          W3C-WAI Web Content Accessibility Guidelines 1.0