โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์

ใช้เวลาว่างสร้างเสริมประสบการณ์สืบสานวัฒนธรรมไทย

ย้อนรอยดนตรีไทย

จุดเริ่มต้น

วงดนตรีไทยโบราณสักประมาณ 800 ปีที่แล้ว ในสมัยกรุงสุโขทัย คราเมื่อผู้คนอยู่ดีกินดี บ้านเมืองสงบสุข ปราศจากสงครามรบพุ่ง ศิลปะต่างๆก็จะเจริญรุ่งเรือง และมีศิลปะแขนงหนึ่ง ที่บรรพบุรุษของเราได้รับอิทธิพลจาก จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ก็คือดนตรี ผ่านการขัดเกลาประยุกต์จนเรียกกันว่าดนตรีไทย ในสมัยนั้น นักดนตรีไทย เขาฮิตการขับลำนำ และร้องเล่น วรรณคดี "ไตรภูมิพระร่วง" และเครื่องดนตรีไทยในยุคเริ่มแรกนั้น ประกอบไปด้วย แตร สังข์ มโหระทึก ฆ้อง กลอง ฉิ่ง แฉ่ง (ฉาบ) บัณเฑาะว์ พิณ ซอ ปี่ไฉน ระฆัง กรับ และกังสดาล

เพลงไทย สมัยนี้ยังไม่มีหลักฐานระบุไว้อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามเพลงไทยในสมัยนี้เป็นเพลงประเภทที่เป็นเพลงพื้นเมือง มากกว่าที่จะนำมาใช้ร้องประกอบดนตรีเช่นเพลงเทพทองนอกจากนี้มีการขับ ไม้บัณเฑาะว์ซึ่งเป็นเพลงที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้...

กรุงศรีอยุธยา

จนล่วงเลยผ่านหลายยุคหลายสมัย มาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา วงปี่พาทย์ที่ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้าเหมือนเช่นสมัยกรุงสุโขทัย แต่ได้มีการนำระนาดเอกมาร่วมวงด้วย นับแต่นั้นวงปี่พาทย์จึงประกอบด้วย ระนาดเอก ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง และทางด้านวงมโหรีนั้นพัฒนาจากวงมโหรีเครื่องสี่ เป็นมโหรีเครื่องหก โดยเพิ่มขลุ่ย และรำมะนา วงมโหรีเครื่องหกจึงประกอบไปด้วย ซอสามสาย กระจับปี่ ทับ (โทน) รำมะนา ขลุ่ย และกรับพวง

เพลงไทยสมัยอยุธยานั้นเริ่มมีการพัฒนาขึ้นทางบทเพลงอย่างเห็นได้ชัด คือ มีทั้งเพลงประเภท ขับร้องและเพลงบรรเลงเกิดขึ้น เพลงขับร้องได้แก่ เพลงชั้นเดียว สองชั้น สาม ชั้น เพลงขับร้องใช้ร้องประกอบการขับไม้ ขับเสภา บทร้องนั้นจะมีลักษณะเป็น กาพย์คล้ายบทกล่อมเด็ก ต่อมาได้พัฒนาขึ้นมากลายเป็นบทดอกสร้อยเป็นกลอนแปด ส่วนเพลงบรรเลงมีเพลงเรื่องเรื่องต่างๆ เพลงหน้าพาทย์ เพลงภาษา เพลง เกร็ด

รัตนโกสินทร์ - ปัจจุบัน

เมื่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ดนตรีไทยสมัยรัตนโกสินทร์นั้น เป็นช่วงของการพัฒนาทางด้านดนตรีไทยที่อยู่ ในระดับสูงสุด สมัยรัชกาลที่ 1 ได้มีการเพิ่มกลองทัดเข้าวงปี่พาทย์อีก 1 ลูก รวมเป็น 2 ลูก ตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ำ จนมาถึงรัชกาลที่ 2 ซึ่งถือได้ว่า เป็นยุครุ่งเรืองของศิลปะวัฒนธรรมอีกครั้ง ด้วยทรงพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรงซอสามสาย คู่พระหัตถ์คือซอสายฟ้าฟาด และได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย บุหลันลอยเลื่อน รัชสมัยนี้เกิดกลองสองหน้าพัฒนามาจากเปิงมางของมอญ พอในรัชกาลที่ 3 พัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก และฆ้องวงเล็กให้คู่กับฆ้องวงใหญ่

รัชกาลที่ 4 เกิดวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่พร้อมการประดิษฐ์ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก รัชกาลที่ 5 สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงคิดค้นวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ ในรัชกาลที่ 6 นำวงดนตรีของมอญเข้าผสมเรียกวงปี่พาทย์มอญโดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีการนำอังกะลุงเข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรก และนำเครื่องดนตรีต่างชาติ เช่น ขิม ออร์แกนของฝรั่งมาผสมเป็นวงเครื่องสายผสม

สำหรับ บทเพลง ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้แต่งเพลงประเภทต่าง ๆ ขึ้นมา คือ เพลงประเภท 3 ชั้น เพลงเถา เพลง 4 ชั้น เพลงกรอ เพลงเดี่ยว เพลงประกอบการแสดงชุดต่าง ๆ นอกจากนี้ยังได้นำเพลงสำเนียงภาษาต่าง ๆ เข้ามาบรรเลงต่อท้ายเพลงใหญ่

พัฒนาการขั้นสูงสุดของวงดนตรีไทยที่ปรากฏในสมัยรัตนโกสินทร์ คือ การประสมวงดนตรีมหาดุริยางค์ไทย

นี่แหละครับพัฒนาการของดนตรีไทยกว่าจะมาเป็นดนตรีไทยที่เราเล่น เราร้อง และได้ศึกษากันอยู่ทุกวันนี้ จริงๆแล้วในอดีตนั้น ดนตรีไทยมีบทบาทในวิถีชีวิตคนไทย ค่อนข้างสูงไม่่ว่าจะเป็น งานบวช งานแต่ง เช่น ในงานสมรส ก็จะใช้วงมโหรีเครื่องสาย บรรเลง ยิ่งในงานบวชแล้วตอนเวียนรอบอุโบสถ ใช้วงปี่พาทย์ขับกล่อมบรรเลงเพลงกลมจะได้บรรยากาศราวกับว่ามีเทพยดาร่วมขบวนพิธีไปด้วย... ได้บรรยากาศดี คราวหน้ามาดูเพลงไทยลักษณะต่างๆกันครับ

© 2008 โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ 358 ถ.พระราม5 แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กทม. 10300 โทร. 0-2243-8613-5 , 081-809-8472e-mail : phattayakulschool@hotmail.com Valid XHTML 1.1 Valid CSS! Level Triple-A conformance icon, 
          W3C-WAI Web Content Accessibility Guidelines 1.0